ตอนเกษียณต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไหร่ แยกจากเงินเกษียณยังไง
หลายคนเตรียมเงินก้อนใหญ่ไว้สำหรับเกษียณ แต่ลืมคิดเรื่อง เงินสำรองฉุกเฉินตอนเกษียณ ซึ่งคนละหน้าที่กับเงินเกษียณเลยครับ เงินเกษียณคือเงินที่ทยอยใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนเงินสำรองฉุกเฉินคือเงินกันชนไว้รับมือเรื่องไม่คาดฝัน ถ้าเอามารวมเป็นก้อนเดียวกัน เวลาเกิดเหตุจริงมักวุ่นวายและเสียหายมากกว่าที่ควร
ในฐานะตัวแทนที่ดูแลเรื่องวางแผนการเงินหลังเกษียณ ผมเจอบ่อยว่าปัญหาไม่ใช่ "เงินไม่พอ" แต่เป็น "เงินอยู่ผิดที่ผิดเวลา" บทความนี้จะช่วยให้เห็นว่าควรกันเงินสำรองไว้เท่าไหร่ และจัดวางยังไงให้ใช้ได้ทันโดยไม่กระทบแผนหลัก
หมายเหตุ: ตัวเลขในบทความเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อการศึกษา ไม่ใช่การการันตีผลตอบแทน สัดส่วนที่เหมาะสมขึ้นกับสถานการณ์ของแต่ละคน
เงินสำรองฉุกเฉินตอนเกษียณคืออะไร ต่างจากเงินเกษียณยังไง?
เงินเกษียณคือเงินที่เราวางแผนจะใช้ตามปกติ เช่น ค่ากิน ค่าน้ำค่าไฟ ค่ายา ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คาดเดาได้และมาเป็นประจำ เราจึงวางแผนทยอยถอนหรือรับเป็นงวด ๆ ได้
ส่วนเงินสำรองฉุกเฉินคือเงินที่กันไว้สำหรับ "เรื่องที่ไม่ได้อยู่ในแผน" เช่น เจ็บป่วยกะทันหันที่ประกันไม่ครอบคลุมทั้งหมด รถเสีย หลังคารั่ว เครื่องใช้ไฟฟ้าพัง หรือต้องช่วยลูกหลานในยามจำเป็น เงินก้อนนี้ต้องเบิกได้เร็วและไม่ผันผวน
ความต่างสำคัญคือ "ความพร้อมใช้" เงินสำรองต้องเป็นเงินที่หยิบใช้ได้ทันทีโดยไม่ขาดทุน ไม่ใช่เงินที่จมอยู่ในสินทรัพย์ที่ต้องรอขายหรืออาจขายขาดทุนในจังหวะที่ไม่ดี
ตอนเกษียณควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไหร่?
ตอนยังทำงาน คำแนะนำทั่วไปคือสำรองค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน เพราะถ้าตกงานยังหางานใหม่ได้ แต่พอเกษียณแล้วสถานการณ์เปลี่ยน เราไม่มีรายได้จากงานประจำมาเติมเหมือนเดิม ผมจึงมักแนะนำให้กันเงินสำรองไว้มากขึ้น ราว ๆ ค่าใช้จ่ายจำเป็น 1-2 ปี เป็นแนวทางตั้งต้น
ลองดูตัวอย่างการคำนวณคร่าว ๆ (เป็นเพียงสมมติเพื่อให้เห็นภาพ):
| ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน | สำรอง 1 ปี | สำรอง 2 ปี |
|---|---|---|
| 20,000 บาท | 240,000 บาท | 480,000 บาท |
| 30,000 บาท | 360,000 บาท | 720,000 บาท |
จะกัน 1 ปีหรือ 2 ปี ขึ้นกับว่ารายได้ประจำของคุณมั่นคงแค่ไหน ถ้ามีบำนาญหรือรายได้แน่นอนเข้ามาสม่ำเสมออยู่แล้ว อาจกันน้อยลงได้ แต่ถ้ารายได้ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนที่ผันผวน ก็ควรกันเผื่อมากขึ้นเพื่อความสบายใจ
ทำไมต้องกันเงินสำรองแยกออกจากเงินลงทุน?
เหตุผลใหญ่ที่สุดคือเพื่อ "ไม่ต้องขายสินทรัพย์ตอนตลาดตก" ลองนึกภาพว่าหุ้นหรือกองทุนในพอร์ตกำลังราคาลงหนัก แล้วบังเอิญมีเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินก้อนพอดี ถ้าไม่มีเงินสำรอง เราจะถูกบังคับให้ขายของในจังหวะที่แย่ที่สุด เท่ากับล็อกขาดทุนถาวร
แต่ถ้ามีเงินสำรองแยกไว้ในที่ที่ปลอดภัยและเบิกง่าย เราก็หยิบส่วนนั้นมาใช้ก่อน ปล่อยให้พอร์ตลงทุนมีเวลาฟื้นตามตลาด ไม่ต้องเร่งขายตอนราคาตก นี่คือหลักการเดียวกับการวาง กลยุทธ์ถอนเงินหลังเกษียณ ที่ดี คือมีเงินสดสำรองไว้กันช่วงตลาดผันผวนเสมอ
การแยกเงินยังช่วยเรื่อง "วินัยใจ" ด้วย เพราะเมื่อเงินสำรองอยู่คนละบัญชีกับเงินใช้จ่ายและเงินลงทุน เราจะไม่เผลอใช้ปนกันจนสุดท้ายไม่เหลือกันชนเลย
ควรเก็บเงินสำรองฉุกเฉินไว้ที่ไหน?
หัวใจของเงินสำรองคือ "สภาพคล่อง" และ "ความปลอดภัยของเงินต้น" ไม่ใช่ผลตอบแทนสูง ดังนั้นที่เก็บที่เหมาะคือที่ที่เบิกได้เร็ว มูลค่าไม่ผันผวน เช่น บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง หรือเครื่องมือที่พักเงินระยะสั้นที่ถอนได้ไว ไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น
แนวทางที่ผมชอบแนะนำคือแบ่งเป็นชั้น ๆ ส่วนแรกเป็นเงินสดในบัญชีที่ถอนได้ทันทีสำหรับเหตุด่วนจริง ๆ อีกส่วนเป็นเงินที่พักในที่ผลตอบแทนพอใช้ได้แต่ยังเบิกได้ในไม่กี่วัน วิธีนี้ทำให้ได้ทั้งความพร้อมใช้และไม่ปล่อยให้เงินทั้งก้อนนอนเฉย ๆ
ส่วนเงินก้อนใหญ่ที่ไม่ได้ใช้ในระยะอันใกล้ ค่อยไปวางตามแผนเกษียณหลัก ใครยังไม่แน่ใจว่าควรเตรียมเงินรวมเท่าไหร่ถึงจะอุ่นใจ ลองอ่าน เกษียณต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงพอ เพื่อกะภาพรวมก่อน แล้วค่อยกันส่วนสำรองออกมาจากก้อนนั้น
สรุป จะจัดเงินสำรองให้ลงตัวยังไง?
สรุปง่าย ๆ คือมองเงินเป็นสามถัง ถังใช้จ่ายประจำ ถังสำรองฉุกเฉิน และถังลงทุนระยะยาว เงินสำรองควรอยู่ราว 1-2 ปีของค่าใช้จ่ายจำเป็น เก็บในที่ปลอดภัยเบิกง่าย แยกขาดจากพอร์ตลงทุน เพื่อให้เวลามีเรื่องด่วน เราหยิบใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องขายของตอนตลาดตก
อยากให้ช่วยดูเคสของคุณโดยเฉพาะ นัดปรึกษากับท็อปได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัดครับ
