เกษียณแล้วมีเงินก้อน จะถอนมาใช้ยังไงไม่ให้หมดก่อนตาย
มีเงินก้อนหลังเกษียณก้อนใหญ่ไม่ได้แปลว่าจบ เพราะคำถามที่ยากกว่าการ "เก็บให้ได้" คือ การถอนเงินหลังเกษียณมาใช้ยังไงให้พอไปตลอดชีวิต หลายคนทำงานเก็บเงินมาทั้งชีวิต พอถึงวันเกษียณกลับไม่รู้ว่าควรถอนเดือนละเท่าไหร่ ถอนมากไปก็กลัวหมดก่อนตาย ถอนน้อยไปก็อยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ ทั้งที่มีเงิน บทความนี้จะอธิบายวิธีคิดเรื่องการถอนเงินก้อนหลังเกษียณแบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่ความเสี่ยงที่คนมองข้าม ไปจนถึงวิธีแบ่งเงินและบทบาทของประกันบำนาญ
ในฐานะที่ปรึกษาประกันที่ดูแลเรื่องการวางแผนเกษียณให้ลูกค้ามาต่อเนื่อง ผมเจอคำถามนี้บ่อยมาก เพราะช่วง "ใช้เงิน" หลังเกษียณนั้นต่างจากช่วง "เก็บเงิน" โดยสิ้นเชิง ตอนทำงานเราเติมเงินเข้าทุกเดือน แต่ตอนเกษียณเราถอนออกอย่างเดียว ความผิดพลาดเล็ก ๆ ในจังหวะนี้จึงส่งผลใหญ่กว่าที่คิด
ความเสี่ยง "อายุยืนกว่าเงิน" คืออะไร ทำไมต้องกลัว
ความเสี่ยงที่คนวางแผนเกษียณมองข้ามมากที่สุดคือ longevity risk หรือความเสี่ยงที่เราจะ "อายุยืนกว่าเงินที่มี" พูดง่าย ๆ คือเงินหมดก่อนที่เราจะหมดลมหายใจ
เมื่อก่อนคนไทยอายุเฉลี่ยสั้นกว่านี้ แต่ทุกวันนี้การแพทย์ดีขึ้นมาก คนที่เกษียณตอน 60 ปีจำนวนไม่น้อยมีโอกาสอยู่ถึง 85–90 ปี นั่นแปลว่าหลังเกษียณเราอาจต้องใช้เงินไปอีก 25–30 ปี ซึ่งยาวพอ ๆ กับช่วงเวลาทำงานเก็บเงินเลยทีเดียว
ลองคิดเป็นภาพง่าย ๆ ถ้ามีเงินก้อนหลังเกษียณ 5 ล้านบาท แล้วใช้เดือนละ 30,000 บาท (ปีละ 360,000 บาท) โดยไม่คิดดอกผลและไม่คิดเงินเฟ้อเลย เงินก้อนนี้จะอยู่ได้ประมาณ 14 ปี คือหมดตอนอายุราว 74 ปี ทั้งที่หลายคนอยู่เลยอายุนั้นไปอีกนาน นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องวางแผน "วิธีถอน" ไม่ใช่แค่ "ยอดเงินก้อน" อยากเห็นภาพว่าเป้าหมายเงินก้อนควรเป็นเท่าไหร่ ลองอ่าน เกษียณต้องมีเงินเท่าไหร่ ประกอบ
ถอนเงินหลังเกษียณปีละเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย
มีแนวคิดที่นักวางแผนการเงินทั่วโลกใช้อ้างอิงกันชื่อ "อัตราถอนปลอดภัย" (safe withdrawal rate) แนวคิดง่าย ๆ คือ ในปีแรกให้ถอนประมาณ 4% ของเงินก้อน แล้วปีถัด ๆ ไปค่อยปรับเพิ่มตามเงินเฟ้อ
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
- มีเงินก้อนหลังเกษียณ 5,000,000 บาท
- ปีแรกถอน 4% = 200,000 บาท หรือราวเดือนละ 16,600 บาท
- ปีต่อไปถ้าเงินเฟ้อ 3% ก็ถอนเพิ่มเป็นราว 206,000 บาท เพื่อรักษาอำนาจซื้อ
หลักการนี้ออกแบบมาให้เงินมีโอกาสอยู่ได้ราว 30 ปี โดยที่เงินก้อนยังมีส่วนที่ลงทุนต่อให้งอกเงยไปด้วย แต่ขอย้ำว่า 4% เป็นเพียง "จุดตั้งต้น" ไม่ใช่กฎตายตัว ถ้าตลาดปีไหนไม่ดีก็ควรถอนน้อยลงชั่วคราว ถ้าปีไหนดอกผลดีก็ยืดหยุ่นได้ ความยืดหยุ่นนี่แหละคือกุญแจที่ทำให้เงินอยู่ยาว
อีกตัวแปรที่ห้ามลืมคือ เงินเฟ้อ ถ้าวางแผนถอนเงินเท่าเดิมทุกปีโดยไม่ปรับขึ้น อีก 15–20 ปีข้างหน้าเงินจำนวนเดิมจะซื้อของได้น้อยลงมาก เรื่องนี้สำคัญจนผมแนะนำให้อ่าน เงินเฟ้อกับแผนเกษียณ เพิ่มเติม จะเข้าใจว่าทำไมต้องปรับยอดถอนขึ้นทุกปี ไม่ใช่ถอนเท่าเดิมไปเรื่อย ๆ
แบ่งเงินก้อนหลังเกษียณเป็น "กระเป๋า" ยังไงให้ใช้สบายใจ
วิธีที่ช่วยให้คนเกษียณนอนหลับสบายขึ้นคือ ไม่กองเงินไว้ที่เดียวแล้วถอนมั่ว ๆ แต่แบ่งเงินก้อนออกเป็น 3 กระเป๋าตามช่วงเวลาที่จะใช้
กระเป๋าที่ 1 เงินสดสำรอง (ใช้ 1–2 ปีข้างหน้า)
เก็บไว้ในที่ปลอดภัยสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากหรือกองทุนตลาดเงิน เผื่อค่าใช้จ่ายประจำวันและเหตุฉุกเฉิน กระเป๋านี้ไม่เน้นผลตอบแทน เน้น "พร้อมใช้ทันที" จะได้ไม่ต้องขายสินทรัพย์ตอนตลาดตก
กระเป๋าที่ 2 เงินสร้างรายได้สม่ำเสมอ (ใช้ 3–10 ปี)
ส่วนนี้เน้นความมั่นคงและกระแสเงินที่คาดเดาได้ เช่น ตราสารหนี้คุณภาพดี หรือประกันบำนาญที่จ่ายเป็นงวด ๆ ทำหน้าที่เหมือน "เงินเดือน" หลังเกษียณ
กระเป๋าที่ 3 เงินเติบโต (ใช้หลัง 10 ปีขึ้นไป)
เงินก้อนที่ยังไม่ต้องใช้ในเร็ว ๆ นี้ รับความผันผวนได้มากกว่า จึงนำไปลงทุนระยะยาวเพื่อให้งอกเงยชนะเงินเฟ้อ แล้วค่อย ๆ ทยอยเติมกลับเข้ากระเป๋าที่ 1 และ 2 เมื่อเวลาผ่านไป (การลงทุนมีความเสี่ยง ผลตอบแทนในอดีตไม่การันตีผลในอนาคต)
ข้อดีของการแบ่งกระเป๋าคือ เวลาตลาดผันผวน เรายังมีกระเป๋าที่ 1 และ 2 รองรับค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเทขายกระเป๋าที่ 3 ในจังหวะที่ราคาตก ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ทำให้เงินหมดเร็วที่สุด
ประกันบำนาญช่วยล็อกรายได้ขั้นต่ำได้ยังไง
จุดที่หลายคนกังวลที่สุดคือ "ถ้าเงินก้อนหมดขึ้นมาจริง ๆ จะอยู่ยังไง" ประกันบำนาญเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาตอบโจทย์นี้โดยตรง เพราะจ่ายเงินคืนเป็นรายงวดตามที่ระบุในกรมธรรม์ บางแบบจ่ายไปตลอดชีพ ทำให้เรามี "รายได้ขั้นต่ำ" ที่ไม่หมดตามตลาด
ลองคิดเป็นภาพ ถ้าค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานต่อเดือนอยู่ที่ 20,000 บาท แล้วเราจัดให้ประกันบำนาญและรายได้ประจำอื่น ๆ ครอบคลุมส่วนนี้ได้ ส่วนเงินก้อนที่เหลือก็เอาไว้ใช้กับความสุข ท่องเที่ยว หรือเหตุฉุกเฉิน โดยไม่ต้องกลัวว่าค่ากินอยู่พื้นฐานจะขาด แม้จะอายุยืนกว่าที่คิดก็ตาม
ข้อดีที่คนเกษียณมองหาจากประกันบำนาญคือ
- รายได้ที่คาดเดาได้ ช่วยปูพื้นค่าใช้จ่ายจำเป็น ลดความเสี่ยงอายุยืนกว่าเงิน
- ถ่วงดุลพอร์ตที่ผันผวน ทำให้กล้าให้กระเป๋าเติบโตทำงานต่อโดยไม่ต้องรีบขาย
- มีวินัย เงินส่วนนี้ถูกกันไว้เป็นรายได้ ไม่เผลอใช้หมดในคราวเดียว
อยากเข้าใจกลไกการจ่ายเบี้ยและรับเงินคืนของบำนาญให้ชัดขึ้น ลองอ่าน ประกันบำนาญทำงานยังไง เพิ่มเติม จะช่วยให้เห็นว่าควรให้บำนาญทำหน้าที่ส่วนไหนในแผนถอนเงินของเรา
อย่าลืมเงินเฟ้อและค่ารักษาพยาบาล
สองศัตรูเงียบของแผนถอนเงินหลังเกษียณคือ เงินเฟ้อและค่ารักษาพยาบาล เงินเฟ้อทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนค่ารักษาพยาบาลในวัยสูงอายุมักเป็นก้อนใหญ่ที่โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ถ้าต้องดึงเงินก้อนใหญ่มาจ่ายค่ารักษาทีเดียว แผนถอนเงินทั้งหมดอาจพังได้
ทางที่ดีคือกันความเสี่ยงค่ารักษาด้วยประกันสุขภาพที่เหมาะสมตั้งแต่ก่อนเกษียณ เพื่อไม่ให้ก้อนเงินเกษียณต้องมารับภาระค่ารักษาเต็ม ๆ และวางแผนยอดถอนให้ปรับขึ้นตามเงินเฟ้อทุกปีเสมอ
สรุป ถอนเงินหลังเกษียณต้องมีแผน ไม่ใช่ถอนตามใจ
การมีเงินก้อนหลังเกษียณเป็นแค่ครึ่งแรกของเกม ครึ่งหลังที่สำคัญไม่แพ้กันคือ "วิธีถอน" ให้เงินอยู่ไปตลอดชีวิต เริ่มจากเข้าใจความเสี่ยงอายุยืนกว่าเงิน ตั้งอัตราถอนที่ปลอดภัยราว 4% แล้วปรับตามเงินเฟ้อ แบ่งเงินเป็น 3 กระเป๋าตามช่วงเวลาที่จะใช้ และใช้ประกันบำนาญล็อกรายได้ขั้นต่ำไว้ปูพื้น พร้อมกันความเสี่ยงค่ารักษาด้วยประกันสุขภาพ เท่านี้ก็ใช้เงินได้อย่างสบายใจขึ้นมาก
อยากให้ช่วยดูเคสของคุณโดยเฉพาะ นัดปรึกษากับท็อปได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัดครับ
ข้อมูลโดยประมาณเพื่อการศึกษา ตัวเลขอัตราถอนและผลตอบแทนเป็นสมมติฐาน ไม่การันตีผล การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ความคุ้มครองและเงื่อนไขเป็นไปตามกรมธรรม์ และการพิจารณารับประกันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ AIA
