บำนาญประกันสังคมตอนเกษียณได้เท่าไหร่ พอใช้ไหม
หลายคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนมักคิดว่า เมื่อเกษียณแล้วจะมี บำนาญประกันสังคม เป็นหลักประกันคอยดูแล เลยรู้สึกอุ่นใจว่าไม่ต้องเตรียมอะไรมาก ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดีครับ เพราะเราจ่ายเงินสมทบทุกเดือนมาตลอดชีวิตการทำงาน ก็ย่อมคาดหวังว่าตอนแก่จะได้คืนมาเป็นเงินก้อนงาม
แต่พอมานั่งดูตัวเลขจริง ๆ หลายคนตกใจว่าเงินบำนาญที่ได้อาจไม่ได้มากอย่างที่คิด บทความนี้ผมจะอธิบายหลักการคำนวณบำนาญชราภาพแบบเข้าใจง่าย และชวนคุณมองภาพช่องว่างรายได้ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อจะได้เตรียมตัวทันครับ
หมายเหตุ: ตัวเลขในบทความเป็นเพียงหลักการโดยประมาณเพื่อการศึกษา สิทธิและจำนวนเงินจริงของคุณควรตรวจสอบโดยตรงกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.)
บำนาญประกันสังคมคำนวณจากอะไร เข้าใจง่าย ๆ
หลักการของบำนาญชราภาพในระบบประกันสังคมนั้น โดยภาพรวมจะคิดจากสองปัจจัยหลัก คือ "ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณ" และ "ระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบ" ยิ่งคุณส่งเงินสมทบนานและฐานค่าจ้างสูง เงินบำนาญที่ได้ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
จุดที่หลายคนมองข้ามคือ ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณนั้นมี "เพดาน" กำหนดไว้ หมายความว่าต่อให้เงินเดือนจริงของคุณสูงแค่ไหน ระบบจะคิดเงินสมทบและบำนาญจากเพดานนั้นเป็นหลัก ไม่ได้คิดจากเงินเดือนเต็มจำนวน นี่คือเหตุผลแรกที่ทำให้บำนาญที่ได้มักจะดูน้อยกว่ารายได้ตอนทำงานค่อนข้างมาก
อีกหลักการคือ ถ้าจ่ายเงินสมทบครบเงื่อนไขขั้นต่ำตามที่กำหนด คุณจะได้รับเป็น "เงินบำนาญ" รายเดือนไปตลอดชีวิต แต่ถ้าจ่ายไม่ครบเงื่อนไข จะได้เป็น "เงินบำเหน็จ" ก้อนเดียวแทน รายละเอียดเงื่อนไขที่แน่นอนเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรเช็กสิทธิจริงกับ สปส. เสมอครับ
บำนาญ ม.33 กับ ม.39 ต่างกันอย่างไร ได้เท่าไหร่?
ผู้ประกันตนสองกลุ่มที่คนถามถึงบ่อยคือ มาตรา 33 และมาตรา 39 ครับ สองกลุ่มนี้มีฐานคำนวณต่างกัน ทำให้บำนาญที่ได้ต่างกันด้วย
มาตรา 33 คือลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบการ มีนายจ้างช่วยจ่ายเงินสมทบด้วย ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณจะอิงกับเงินเดือนจริงแต่ไม่เกินเพดานที่กำหนด กลุ่มนี้มักได้บำนาญสูงกว่าเพราะฐานคำนวณสูงกว่า
มาตรา 39 คือผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตน ม.33 แล้วลาออกจากงาน แต่สมัครใจส่งเงินสมทบต่อเอง ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณของกลุ่มนี้จะต่ำกว่า ม.33 ค่อนข้างมาก ทำให้เงินบำนาญที่ได้ในบั้นปลายมักน้อยกว่าตามไปด้วย
โดยภาพรวม บำนาญรายเดือนที่ผู้ประกันตนส่วนใหญ่ได้รับ มักอยู่ในระดับหลักพันถึงหลายพันบาทต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงช่วงโดยประมาณ ตัวเลขจริงของแต่ละคนต่างกันมากขึ้นกับฐานและระยะเวลาส่ง จึงต้องเช็กสิทธิเฉพาะของตัวเองกับ สปส. โดยตรง
เงินบำนาญประกันสังคมพอใช้ตอนเกษียณไหม?
นี่คือคำถามสำคัญที่สุดครับ และคำตอบตรง ๆ คือ สำหรับคนส่วนใหญ่ เงินบำนาญประกันสังคมเพียงอย่างเดียวมักจะ "ไม่พอ" กับค่าครองชีพในวัยเกษียณ
ลองคิดง่าย ๆ ว่าค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่อเดือนของคนเกษียณคนหนึ่ง ทั้งค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด รวมแล้วมักสูงกว่าเงินบำนาญที่ได้รับต่อเดือนพอสมควร และนี่ยังไม่รวมค่ารักษาพยาบาลที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุ
ที่สำคัญคือ เงินเฟ้อจะทำให้ค่าครองชีพในอนาคตแพงกว่าวันนี้ ขณะที่เงินบำนาญที่คำนวณจากฐานในอดีตอาจไม่ได้ปรับขึ้นทันค่าครองชีพที่พุ่งสูง ช่องว่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายจึงมีแนวโน้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ การเข้าใจว่า เกษียณต้องมีเงินเท่าไหร่ จะช่วยให้คุณเห็นชัดว่าบำนาญรัฐปิดช่องว่างได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
ตัวอย่างช่องว่างรายได้ และต้องเสริมอะไรบ้าง?
ขอยกตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพนะครับ สมมติว่าคุณต้องการใช้เงินเดือนละจำนวนหนึ่งในวัยเกษียณ แต่บำนาญประกันสังคมจ่ายให้ได้เพียงส่วนหนึ่งของจำนวนนั้น ส่วนต่างที่เหลือในแต่ละเดือนคือ "ช่องว่างรายได้" ที่คุณต้องหาทางเติมเองให้ได้ทุกเดือนไปจนตลอดชีวิต
ช่องว่างนี้เองที่ทำให้การออมและการวางแผนเสริมเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก เครื่องมือที่ช่วยปิดช่องว่างนี้มีหลายแบบ เช่น เงินออมระยะยาวที่ทยอยถอนมาใช้ หรือประกันบำนาญที่ออกแบบมาให้จ่ายคืนเป็นงวด ๆ ต่อเนื่องตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งช่วยสร้างรายได้ประจำเสริมจากบำนาญรัฐได้ดี
อีกเรื่องที่ต้องไม่ลืมคือค่ารักษาพยาบาล เพราะสิทธิรักษาในระบบกับความคุ้มครองจากประกันสุขภาพเอกชนนั้นต่างกัน หากอยากเข้าใจความแตกต่างนี้ ลองอ่าน ประกันสังคม vs ประกันสุขภาพเอกชน เพิ่มเติม และหากกังวลว่าเงินที่เตรียมไว้จะไม่พอ แนวทางใน เก็บเงินเกษียณไม่พอแก้ยังไง ก็ช่วยให้เห็นทางปรับแก้ได้
สรุป ควรพึ่งบำนาญประกันสังคมอย่างเดียวได้ไหม?
คำตอบคือ บำนาญประกันสังคมเป็นรากฐานที่ดีและสำคัญ แต่ไม่ควรเป็นแหล่งรายได้เดียวในวัยเกษียณ มองมันเป็น "ชั้นพื้นฐาน" ที่ช่วยรองรับค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง แล้วสร้างชั้นเสริมด้วยเงินออมและประกันบำนาญของคุณเองทับลงไป
สิ่งที่ผมอยากให้คุณทำคือ เช็กสิทธิและประมาณการบำนาญของตัวเองกับ สปส. ก่อน เพื่อให้รู้ตัวเลขจริง จากนั้นนำมาเทียบกับค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะใช้ แล้วคำนวณช่องว่างที่ต้องเติม จะได้วางแผนออมเสริมได้ตรงเป้า
อยากให้ช่วยดูเคสของคุณโดยเฉพาะ นัดปรึกษากับท็อปได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัดครับ
