ลดหย่อนบุตร ค่าฝากครรภ์คลอดบุตร ใช้สิทธิยังไงให้ครบ
มีลูกหนึ่งคนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเยอะ ตั้งแต่ค่าฝากครรภ์ ค่าคลอด ไปจนถึงค่าเลี้ยงดูในแต่ละปี ข่าวดีคือรัฐเปิดให้พ่อแม่ใช้สิทธิ ลดหย่อนบุตร และ ค่าฝากครรภ์คลอดบุตร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระภาษีได้ แต่หลายครอบครัวยังใช้สิทธิไม่ครบ เพราะไม่รู้ว่าลดหย่อนได้คนละเท่าไร บุตรคนที่สองเป็นต้นไปมีเงื่อนไขพิเศษอย่างไร และค่าฝากครรภ์คลอดเบิกได้ถึงเพดานไหน บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา สรุปให้เข้าใจง่าย ตัวเลขและเงื่อนไขทั้งหมดเป็นค่าโดยประมาณ ควรตรวจสอบเกณฑ์ปีภาษีล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่นจริงเสมอ
ตัวเลขหลักที่ใช้บ่อย (เกณฑ์ทั่วไป โปรดตรวจสอบปีภาษีล่าสุดกับกรมสรรพากร): ลดหย่อนบุตรคนละ 30,000 บาทต่อปี บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 คนละ 60,000 บาท และค่าฝากครรภ์/คลอดบุตรหักได้ตามจ่ายจริงไม่เกิน 60,000 บาทต่อการตั้งครรภ์หนึ่งคราว
ลดหย่อนบุตรได้คนละเท่าไร
หลักการของค่าลดหย่อนบุตรคือ พ่อแม่ที่มีบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมตามเงื่อนไข สามารถนำมาลดหย่อนได้ต่อคน โดยมีกรอบทั่วไปดังนี้
- ลดหย่อนบุตรได้คนละจำนวนหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับบุตรที่ยังอยู่ในเกณฑ์ เช่น ยังเป็นผู้เยาว์ หรือกำลังศึกษาตามเงื่อนไขอายุที่กำหนด
- บุตรที่นำมาลดหย่อนต้องไม่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายระบุในปีภาษีนั้น
- ทั้งพ่อและแม่ที่มีเงินได้ ต่างก็มีสิทธิใช้ลดหย่อนบุตรในส่วนของตัวเองตามเงื่อนไข ไม่ใช่หารแบ่งกัน
จุดนี้ทำให้ครอบครัวที่มีลูกหลายคนได้สิทธิลดหย่อนเป็นก้อนพอสมควร ถ้ารวมกับสิทธิลดหย่อนพื้นฐานอื่น ๆ ก็ช่วยลดเงินได้สุทธิลงได้มาก ใครเพิ่งเริ่มจัดการภาษีปีแรก แนะนำอ่าน ลดหย่อนภาษีสำหรับมือใหม่ เพื่อปูพื้นว่าสิทธิพื้นฐานมีอะไรบ้าง จะได้ใช้สิทธิบุตรต่อยอดได้เต็มที่
บุตรคนที่สองเป็นต้นไปมีเงื่อนไขพิเศษไหม
หลายคนไม่รู้ว่าบุตรคนที่สองเป็นต้นไปอาจได้สิทธิลดหย่อน "เพิ่มขึ้น" จากคนแรก เพื่อสนับสนุนครอบครัวที่มีลูกหลายคน โดยมีหลักทั่วไปดังนี้
- บุตรคนแรกใช้สิทธิลดหย่อนในอัตราพื้นฐานตามที่กำหนด
- บุตรคนที่สองเป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปีที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขพิเศษ อาจได้สิทธิลดหย่อนเพิ่มขึ้นกว่าคนแรก
- การนับลำดับบุตรและช่วงปีเกิดมีรายละเอียดเฉพาะ จึงต้องอ่านเงื่อนไขให้ชัดว่าบุตรคนไหนเข้าข่ายอัตราพิเศษ
เพราะเงื่อนไขเรื่องลำดับและปีเกิดค่อนข้างละเอียด แนะนำให้ตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือเอกสารทางการให้แน่ใจก่อน จะได้กรอกสิทธิให้ถูกต้องและไม่พลาดส่วนที่ควรได้ การมองภาพรวมทั้งบ้านยังช่วยให้จัดสิทธิระหว่างพ่อแม่ได้ลงตัว ลองอ่าน วางแผนภาษีทั้งครอบครัว ประกอบ จะเห็นว่าวางแผนพร้อมกันทั้งครอบครัวให้ผลดีกว่าต่างคนต่างทำ
ค่าฝากครรภ์คลอดบุตรลดหย่อนได้ถึงเพดานไหน
นอกจากค่าลดหย่อนบุตรแล้ว ยังมีสิทธิลดหย่อน "ค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร" แยกอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งหลายคนมักลืมใช้ทั้งที่จ่ายเงินไปจริง หลักทั่วไปมีดังนี้
- ค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรสามารถนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินเพดานต่อการตั้งครรภ์แต่ละคราวตามที่กฎหมายกำหนด
- ถ้าการตั้งครรภ์คราวเดียวจ่ายข้ามปีภาษี เช่น ฝากครรภ์ปีหนึ่งแล้วคลอดอีกปีหนึ่ง การนับเพดานและการแบ่งปีที่ใช้สิทธิมีเงื่อนไขเฉพาะ ต้องดูให้ดี
- ค่าใช้จ่ายที่เข้าข่ายมักรวมค่าตรวจครรภ์ ค่าฝากครรภ์ และค่าทำคลอด ทั้งที่โรงพยาบาลรัฐและเอกชนตามเงื่อนไข
สิทธินี้ช่วยแบ่งเบาภาระช่วงเตรียมต้อนรับสมาชิกใหม่ได้พอสมควร และเป็นคนละส่วนกับการมีประกันที่ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายตอนตั้งครรภ์ ใครอยากเข้าใจว่าค่าใช้จ่ายช่วงคลอดมีอะไรบ้างและประกันเข้ามาช่วยตรงไหน ลองอ่าน ค่าคลอดบุตร ประกอบ จะเห็นภาพการเตรียมเงินก้อนนี้ชัดขึ้น
เอกสารที่ต้องใช้ลดหย่อนบุตรและค่าคลอดมีอะไรบ้าง
การใช้สิทธิให้ครบและไม่มีปัญหาตอนยื่น ขึ้นอยู่กับการเก็บเอกสารให้พร้อม เอกสารหลักที่มักต้องใช้ ได้แก่
- สูติบัตรของบุตร สำหรับยืนยันการมีบุตรและลำดับบุตร
- ใบเสร็จรับเงินค่าฝากครรภ์และค่าคลอด จากสถานพยาบาล พร้อมรายการค่าใช้จ่าย
- ใบรับรองแพทย์หรือเอกสารทางการแพทย์ ที่เกี่ยวข้องกับการฝากครรภ์และคลอดตามที่ขอ
- เอกสารแสดงความสัมพันธ์หรือสถานะตามเงื่อนไข กรณีบุตรบุญธรรมหรือกรณีพิเศษ
แนะนำให้เก็บเอกสารตัวจริงไว้ให้ครบตั้งแต่วันที่จ่าย อย่ารอเก็บตอนใกล้ยื่น เพราะใบเสร็จย้อนหลังขอใหม่ลำบาก และควรตรวจสอบรายการเอกสารที่ต้องใช้ในปีภาษีนั้นกับกรมสรรพากรอีกครั้ง เพราะรายละเอียดอาจปรับเปลี่ยนได้
สรุปลดหย่อนบุตรและค่าคลอดควรใช้สิทธิยังไง
สรุปง่าย ๆ คือ ครอบครัวที่มีลูกควรใช้สิทธิทั้งสองก้อนให้ครบ ทั้งค่าลดหย่อนบุตรต่อคน (อย่าลืมเช็กว่าบุตรคนที่สองเป็นต้นไปเข้าข่ายอัตราพิเศษหรือไม่) และค่าฝากครรภ์คลอดบุตรตามเพดานที่กำหนด โดยเก็บสูติบัตรและใบเสร็จให้พร้อม แล้วตรวจสอบเงื่อนไขกับกรมสรรพากรก่อนยื่นทุกครั้ง เพราะตัวเลขและเกณฑ์ปรับเปลี่ยนได้ในแต่ละปีภาษี
อยากให้ช่วยดูเคสของคุณโดยเฉพาะ นัดปรึกษากับท็อปได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัดครับ
